กรรมการเอาเงินบริษัทไปใช้ ต้องเสียภาษีอะไรบ้าง? เปิด 3 ชั้นภาษีที่ SME มักไม่รู้ (อัปเดต 2026)
เผยแพร่ 2 กันยายน 2569

“เงินบริษัทก็เงินเรา ไม่ใช่เหรอ? ในเมื่อเราถือหุ้นเกือบทั้งหมด”
ประโยคนี้ทีมงาน ARH Young ได้ยินบ่อยมากครับ และผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดี เพราะเจ้าของธุรกิจ SME ส่วนใหญ่ลงแรงลงทุนเองมาตั้งแต่วันแรก พอบริษัทเริ่มมีเงินหมุน การหยิบเงินบริษัทไปใช้จ่ายส่วนตัวสักก้อนจึงรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา
แต่ในทางกฎหมาย บริษัทเป็นคนละคนกับตัวคุณ แม้คุณจะถือหุ้น 99% ก็ตาม และจุดที่ทำให้เรื่องนี้อันตรายกว่าที่คิดคือ เมื่อเงินออกจากบัญชีบริษัทไปเข้ากระเป๋ากรรมการ มันจะกลายเป็นรายการที่ชื่อว่า “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” ทันที และรายการนี้จะลากภาษีตามมาถึง 3 ชั้นซ้อนกัน
ที่หลายคนตกใจที่สุดคือชั้นที่สอง เพราะมันทำให้บริษัท ต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยที่ไม่เคยได้รับเงินจริงสักบาท วันนี้ ARH Young จะพามาไล่ดูทีละชั้นครับ ว่าแต่ละชั้นมาจากกฎหมายมาตราไหน และต้องทำอย่างไรถึงจะถูกต้องตั้งแต่ต้น
🎨 Visual Metaphor: “ประตูหมุนที่ล็อกไม่ได้” การหยิบเงินบริษัทไปใช้ เหมือนเดินผ่านประตูหมุนที่ไม่มีที่ล็อก คุณเดินออกไปได้ง่ายมาก แต่ประตูจะหมุนตามคุณไปเรื่อยๆ และทุกครั้งที่มันหมุนครบรอบ มันจะบันทึกไว้เสมอว่ามีคนออกไป ปลายปีเมื่อมีคนมานับรอบ คุณจะพบว่ามันนับไว้ครบทุกรอบจริงๆ แม้คุณจะจำไม่ได้แล้วก็ตาม
💸 ชั้นที่ 1: ไม่คิดดอกเบี้ยเลย ก็ยังถูกประเมินว่ามีดอกเบี้ยได้
จุดเริ่มต้นของความเข้าใจผิดอยู่ตรงนี้ครับ เจ้าของธุรกิจจำนวนมากคิดว่า “ก็ไม่ได้คิดดอกเบี้ยกับตัวเอง แล้วจะมีรายได้อะไรให้เสียภาษี” ซึ่งฟังดูมีเหตุผล แต่กฎหมายไม่ได้มองแบบนั้น
ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 ทวิ (4) เขียนไว้ว่า ในกรณีโอนทรัพย์สิน ให้บริการ หรือ ให้กู้ยืมเงิน โดยไม่มีค่าตอบแทน ค่าบริการ หรือดอกเบี้ย หรือมีค่าตอบแทนต่ำกว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันสมควร เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจประเมินดอกเบี้ยนั้น ตามราคาตลาดในวันที่ให้กู้ยืม
พูดง่ายๆ คือ การที่คุณไม่คิดดอกเบี้ย ไม่ได้แปลว่าไม่มีรายได้ในสายตาสรรพากร เขาสามารถตั้งรายได้ให้บริษัทเองได้ แล้วเก็บภาษีจากตัวเลขนั้น
✅ ARH Young ช่วยคุณได้: เราช่วยดูว่ายอดลูกหนี้กรรมการที่มีอยู่ตอนนี้ ควรตั้งอัตราดอกเบี้ยเท่าไหร่จึงจะอธิบายได้ว่าสมเหตุสมผล และช่วยจัดทำเอกสารประกอบให้ครบก่อนที่จะถูกตั้งคำถามครับ
⏳ ชั้นที่ 2: ยังไม่ได้รับเงิน แต่ต้องรับรู้เป็นรายได้แล้ว
ชั้นนี้คือชั้นที่สร้างความประหลาดใจมากที่สุด และเป็นคำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดครับ
“ดอกเบี้ยที่กรรมการยังไม่ได้จ่ายคืนบริษัทเลย ถือเป็นรายได้ของบริษัทไหม?”
คำตอบคือ ถือเป็นรายได้ครับ
เหตุผลอยู่ที่ ประมวลรัษฎากร มาตรา 65 วรรคสอง ซึ่งกำหนดให้การคำนวณรายได้และรายจ่ายของนิติบุคคล ใช้เกณฑ์สิทธิ โดยให้นำรายได้ที่เกิดขึ้นในรอบระยะเวลาบัญชีใด แม้ว่าจะยังไม่ได้รับชำระ มารวมคำนวณในรอบบัญชีนั้น
ภาษีเงินได้นิติบุคคลไม่ได้ใช้เกณฑ์เงินสด ดังนั้นดอกเบี้ยจึงไม่ได้เกิดตอนที่เงินโอนเข้าบัญชี แต่เกิดขึ้น ตามเวลาที่ผ่านไป พอครบรอบบัญชี บริษัทจึงต้องตั้งรายการ “ดอกเบี้ยค้างรับ” เป็นรายได้ และเสียภาษีจากยอดนั้น
🔥 จุดที่อันตรายจริงๆ คือชั้น 1 กับชั้น 2 ทำงานต่อกัน
ลองไล่ตามลำดับนี้ดูครับ
| ลำดับ | เกิดอะไรขึ้น | ผล |
|---|---|---|
| 1 | กรรมการเอาเงินบริษัทไปใช้ ไม่ได้ทำสัญญา ไม่คิดดอกเบี้ย | เกิดรายการลูกหนี้กรรมการ |
| 2 | สรรพากรใช้ ม.65 ทวิ (4) ประเมินดอกเบี้ยตามราคาตลาดให้ | บริษัทมีดอกเบี้ยรับขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยคิด |
| 3 | ดอกเบี้ยนั้นต้องรับรู้ตามเกณฑ์สิทธิ ม.65 วรรคสอง | ต้องรวมเป็นรายได้ แม้ไม่มีเงินเข้าจริง |
| 4 | เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลจากยอดนั้น | จ่ายภาษีจากเงินที่ไม่เคยมีอยู่จริง |
นี่คือเหตุผลที่ผมบอกตั้งแต่ต้นว่าเรื่องนี้อันตรายกว่าที่คิดครับ เพราะบริษัทต้องควักเงินสดจริงไปจ่ายภาษี ให้กับรายได้ที่ไม่เคยไหลเข้ามาเลย
🏦 ชั้นที่ 3: ภาษีธุรกิจเฉพาะ ที่แม้แต่คนทำบัญชีก็ยังลืม
ชั้นสุดท้ายเป็นชั้นที่ตกหล่นบ่อยที่สุด และมักถูกพบตอนที่สายไปแล้วครับ
การที่บริษัทให้กู้ยืมเงิน เข้าลักษณะเป็น “การประกอบกิจการโดยปกติเยี่ยงธนาคารพาณิชย์” ตาม ประมวลรัษฎากร มาตรา 91/2 (5) ซึ่งอยู่ในข่ายต้องเสีย ภาษีธุรกิจเฉพาะ จากดอกเบี้ยรับ โดยยื่นด้วย แบบ ภ.ธ.40 และเป็นการยื่น รายเดือน
⚠️ ทำไมข้อนี้ถึงตกหล่นบ่อยเป็นพิเศษ
เพราะมันแยกออกจากงานที่ทำอยู่แล้วครับ นักบัญชีอาจตั้งดอกเบี้ยค้างรับใน ภ.ง.ด.50 ได้ถูกต้องครบถ้วน ซึ่งเป็นแบบที่ยื่น ปีละครั้ง แต่ ภ.ธ.40 เป็นแบบ รายเดือน คนละจังหวะกันโดยสิ้นเชิง
ผลคือทุกอย่างในงบดูเรียบร้อย แต่แบบรายเดือนไม่เคยถูกยื่นเลย และเมื่อไม่มีอาการอะไรให้เห็นระหว่างทาง กว่าจะรู้ตัวก็สะสมย้อนหลังไปหลายปีพร้อมเบี้ยปรับและเงินเพิ่มแล้ว
📌 ข้อยกเว้นที่ควรรู้
คำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.26/2534 ระบุกรณีที่ไม่ต้องนำดอกเบี้ยมารวมเป็นรายรับสำหรับภาษีธุรกิจเฉพาะไว้ เช่น
- การกู้ยืมระหว่างบริษัทในเครือ ที่ถือหุ้นกันอย่างน้อย ร้อยละ 25 เป็นเวลา ไม่น้อยกว่าหกเดือน ก่อนกู้ยืม
- ดอกเบี้ยจากการฝากเงินกับธนาคาร
- ดอกเบี้ยจากการให้พนักงานกู้ในลักษณะกองทุนสวัสดิการ
⚠️ ข้อควรระวัง: ข้อยกเว้นเหล่านี้มีเงื่อนไขที่ต้องเข้าครบทุกข้อ และ การกู้ยืมของกรรมการในฐานะบุคคลธรรมดา ไม่ใช่กรณีเดียวกับบริษัทในเครือ อย่านำมาใช้เทียบเคียงกันเองครับ ต้องดูข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี
✅ ARH Young ช่วยคุณได้: เราช่วยตรวจย้อนหลังว่ากิจการของคุณมีเดือนไหนที่ต้องยื่น ภ.ธ.40 แล้วยังไม่ได้ยื่นบ้าง และช่วยประเมินว่าควรจัดการอย่างไรต่อ ก่อนที่ยอดสะสมจะบานปลายครับ
🛠️ แล้วต้องทำอย่างไรถึงจะถูกต้อง?
ข่าวดีคือเรื่องนี้ป้องกันได้ไม่ยาก ถ้าทำตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปแก้ตอนปลายครับ
| สิ่งที่ต้องทำ | ทำไมต้องทำ |
|---|---|
| ทำสัญญากู้ยืมเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุอัตราดอกเบี้ยและกำหนดชำระ | เป็นหลักฐานว่ามีเหตุอันสมควร ปิดช่องการประเมินตามอำเภอใจ |
| คิดดอกเบี้ยในอัตราที่อธิบายได้ | ปิดช่อง ม.65 ทวิ (4) ตั้งแต่ต้น |
| ตั้งดอกเบี้ยค้างรับทุกสิ้นรอบบัญชี | เป็นไปตามเกณฑ์สิทธิ ม.65 วรรคสอง |
| ยื่น ภ.ธ.40 ทุกเดือนที่มีดอกเบี้ย | เป็นไปตาม ม.91/2 (5) |
| มีมติที่ประชุมอนุมัติการให้กู้ | ป้องกันข้อครหาว่ากรรมการนำเงินบริษัทไปใช้โดยพลการ |
| ทยอยรับชำระคืนจริง | ยอดที่โตขึ้นทุกปีโดยไม่มีการคืนเลย คือสัญญาณที่ถูกจับตา |
🚩 สัญญาณเตือนที่ดูได้เองจากงบการเงิน
ลองเปิดงบการเงินย้อนหลัง 3 ปีของคุณดูครับ แล้วดูบรรทัด “เงินให้กู้ยืมแก่กรรมการ” หรือ “ลูกหนี้กรรมการ”
ถ้ายอดนี้โตขึ้นทุกปีโดยไม่มีการรับชำระคืนเลย นั่นคือสัญญาณว่ากิจการกำลังใช้บัญชีบริษัทเป็นบัญชีส่วนตัว ซึ่งควรทักตั้งแต่ตอนที่ยอดยังน้อย เพราะยิ่งปล่อยไว้นาน ทั้งดอกเบี้ยที่ต้องตั้งย้อนหลังและภาษีธุรกิจเฉพาะที่ต้องยื่นย้อนหลังก็ยิ่งสะสม
⛔ ทางออกที่ดูง่าย แต่สร้างปัญหาใหม่
มีวิธีหนึ่งที่ถูกนำมาใช้บ่อยเวลาอยากล้างยอดลูกหนี้กรรมการ คือ บันทึกยอดนั้นเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทไปเลยโดยไม่มีเอกสารรองรับ
วิธีนี้แก้ปัญหาหน้างบได้จริง แต่สร้างปัญหาใหม่ที่หนักกว่าครับ เพราะรายจ่ายที่ไม่มีหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าเกี่ยวข้องกับกิจการ เป็นรายจ่ายต้องห้าม ที่ต้องบวกกลับตอนคำนวณกำไรสุทธิอยู่ดี และยังอาจถูกมองว่าเป็น เงินได้ของกรรมการ ซึ่งกรรมการต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา และบริษัทมีหน้าที่หักภาษี ณ ที่จ่ายอีกทอดหนึ่ง
⚠️ ข้อจำกัดที่ต้องเข้าใจ: วิธีจัดการยอดลูกหนี้กรรมการที่ค้างอยู่ ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงของแต่ละกิจการ ทั้งที่มาของยอด ระยะเวลาที่ค้าง และเอกสารที่มีอยู่ บทความนี้อธิบายหลักการ ไม่ใช่คำแนะนำเฉพาะราย ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจข้อเท็จจริงก่อนตัดสินใจทุกครั้งครับ
🔚 แล้วถ้าวันหนึ่งจะปิดบริษัท ยอดนี้จะหายไปเองไหม?
คำถามนี้มีคนถามบ่อยครับ และคำตอบคือ ไม่หายไปเอง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1269 วางหลักไว้ว่า ทรัพย์สินของบริษัทจะแบ่งคืนให้แก่ผู้ถือหุ้นได้ แต่เพียงเท่าที่ไม่ต้องเอาไว้ใช้ในการชำระหนี้
ซึ่งแปลว่าตอนเลิกกิจการ ลำดับจะเป็นแบบนี้ครับ รวบรวมทรัพย์สินและเรียกเก็บหนี้ที่ค้างรับให้ครบก่อน ชำระหนี้เจ้าหนี้ทั้งหมด กันเงินไว้สำหรับเจ้าหนี้ที่ยังไม่มาทวง แล้วส่วนที่เหลือจึงคืนผู้ถือหุ้น
ยอดเงินให้กู้ยืมกรรมการที่ค้างอยู่ คือลูกหนี้ของบริษัทที่ต้องเรียกเก็บคืนก่อน ไม่ใช่รายการที่ตัดทิ้งได้เอง กรรมการจึงต้องนำเงินมาคืนบริษัทจริง หรือไม่ก็ถูกหักออกจากส่วนแบ่งที่จะได้รับตอนแบ่งทรัพย์สิน
นี่คือเหตุผลที่ต้องคุมยอดนี้ตั้งแต่วันแรก ไม่ใช่ไปแก้ตอนปิดบริษัทครับ
มียอดลูกหนี้กรรมการค้างในงบมานาน แต่ไม่แน่ใจว่าต้องจัดการอย่างไรให้ถูกต้อง?
อย่าปล่อยให้รายการที่เริ่มจากการหยิบเงินไปใช้เพียงไม่กี่ครั้ง กลายเป็นภาระภาษีย้อนหลังที่ต้องจ่ายจากเงินที่ไม่เคยได้รับครับ! ให้ทีมงานนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญจาก ARH Young ช่วยตรวจสอบยอดลูกหนี้กรรมการของคุณ ว่าต้องตั้งดอกเบี้ยเท่าไหร่ ต้องยื่นแบบไหนบ้าง และมีอะไรที่ตกหล่นย้อนหลังหรือไม่ วางระบบให้ถูกตั้งแต่ต้น สบายใจได้ทั้งตอนยื่นและตอนถูกตรวจ ทักหาเราตอนนี้เลยครับ!
ปรึกษาเรื่องลูกหนี้กรรมการ (ทัก LINE ฟรี!)
คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับกรรมการกู้ยืมเงินบริษัท
Q: ถือหุ้น 99% แล้วเอาเงินบริษัทไปใช้ ทำไมยังผิด?
A: เพราะบริษัทเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากผู้ถือหุ้นครับ ทรัพย์สินของบริษัทเป็นของบริษัท ไม่ใช่ของผู้ถือหุ้น แม้จะถือหุ้นเกือบทั้งหมดก็ตาม ผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นได้รับอย่างถูกต้องคือเงินปันผลที่ประกาศจ่ายตามมติที่ประชุม ซึ่งต้องมีกำไรสะสมเพียงพอด้วย การหยิบเงินไปใช้ระหว่างทางจึงไม่ใช่การรับส่วนแบ่ง แต่กลายเป็นการกู้ยืมที่ต้องมีดอกเบี้ยและต้องคืนครับ
Q: ยืมเงินบริษัทแค่ช่วงสั้นๆ แล้วคืนภายในเดือนเดียว ต้องคิดดอกเบี้ยไหม?
A: ตามหลักแล้วดอกเบี้ยเกิดตามระยะเวลาที่เงินออกไปครับ แม้จะสั้นก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าระยะเวลาคือ การมีเอกสารที่แสดงว่าเกิดอะไรขึ้นและคืนเมื่อไหร่ เพราะรายการที่เข้าออกโดยไม่มีร่องรอย คือสิ่งที่อธิบายได้ยากที่สุดตอนถูกตรวจ ยิ่งเป็นรายการสั้นและถี่ ยิ่งควรมีระบบบันทึกที่ชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยผ่านเพราะคิดว่ายอดน้อยครับ
Q: ถ้าบริษัทขาดทุนอยู่ ยังต้องตั้งดอกเบี้ยรับจากกรรมการอีกไหม?
A: ยังต้องตั้งครับ เพราะการรับรู้รายได้ตามเกณฑ์สิทธิไม่ได้ขึ้นกับว่าบริษัทมีกำไรหรือขาดทุน ดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นตามเวลาย่อมต้องรับรู้ในรอบบัญชีนั้น ส่วนภาระภาษีเงินได้นิติบุคคลจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับผลประกอบการรวมทั้งปี แต่หน้าที่ยื่นภาษีธุรกิจเฉพาะจากดอกเบี้ยรับเป็นคนละเรื่องกับกำไรขาดทุน จึงไม่ได้หายไปเพราะบริษัทขาดทุนครับ
Q: ไม่เคยยื่น ภ.ธ.40 มาหลายปีแล้ว ตอนนี้ควรทำอย่างไร?
A: ควรให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการใดๆ ครับ เพราะแนวทางจัดการขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งยอดดอกเบี้ยในแต่ละเดือน ระยะเวลาที่ผ่านมา และเอกสารที่มีอยู่ สิ่งที่ไม่ควรทำคือเงียบไว้แล้วหวังว่าจะไม่มีใครเห็น เพราะยอดลูกหนี้กรรมการปรากฏอยู่ในงบการเงินที่นำส่งทุกปีอยู่แล้ว และเบี้ยปรับเงินเพิ่มจะสะสมต่อไปเรื่อยๆ ตราบใดที่ยังไม่จัดการครับ
เขียนโดย
ธนกร วีรภัทร
ทีมเนื้อหา ARH Young · เขียนเรื่องบัญชี ภาษี และการเงินธุรกิจให้เจ้าของกิจการอ่านเข้าใจง่าย
