หน้าแรก /กฎหมาย

กฎหมาย

หัก เงินเดือน เข้ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 0.25% เริ่ม 1 ต.ค. 69 แล้วได้เงินคืนตอนไหน? (อัปเดต ต.ค. 69)

เผยแพร่ 8 กันยายน 2569

พนักงานออฟฟิศหญิงนั่งดูรายการหักเงินเดือนรายการใหม่บนมือถือด้วยสีหน้าสงสัย ในมุมพักของสำนักงานช่วงบ่าย

“เดือนหน้าโดนหักเงินเดือนเพิ่มอีกก้อน แล้วเงินก้อนนี้จะได้คืนตอนไหนครับ?”

ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป ลูกจ้างจำนวนมากจะเห็นสลิปเงินเดือนมีรายการหักเพิ่มขึ้นมาอีกบรรทัด คือ เงินสะสมกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง 0.25% ของค่าจ้าง

ตัวเงินไม่ได้เยอะครับ แต่คำถามที่คนถามกันมากที่สุดไม่ใช่เรื่องจำนวนเงิน คำถามคือ เงินก้อนนี้จะได้คืนตอนไหน และ ถ้าลาออกเองจะได้คืนไหม หรือต้องรอให้ถูกเลิกจ้าง

คำถามนี้สำคัญกว่าที่คิดครับ เพราะตอนนี้มีข้อมูลสองชุดปนกันอยู่ และคนจำนวนไม่น้อยกำลังเข้าใจว่าตัวเองมีเวลายื่นเรื่องขอเงินคืนแค่ 1 ปี ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลย

วันนี้ ARH Young จะพาไปเปิดตัวบทกฎหมายดูกันครับ ว่าเงินที่ถูกหักไปจะกลับมาหาคุณเมื่อไหร่ ในเงื่อนไขอะไร และทำไมถึงมีคนสับสนกันมากขนาดนี้

🎨 มองภาพง่ายๆ ชื่อเดียวกัน แต่เป็นเงินคนละก้อน

กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างมีเงินอยู่สองก้อน และแบ่งกันที่ เงินก้อนนั้นมาจากไหน ครับ

ก้อนที่ 1ก้อนที่ 2 (ที่คุณถูกหัก)
เงินมาจากค่าปรับตามกฎหมาย เงินบริจาคเงินเดือนคุณ + นายจ้างสมทบ
ใครได้ลูกจ้างที่นายจ้างเบี้ยวไม่จ่ายเงินเจ้าของบัญชีคนนั้นเอง

ทั้งสองก้อนเป็นเงินสำหรับลูกจ้างเหมือนกัน ต่างกันแค่ที่มาของเงินและจังหวะที่ได้รับ

⚠️ ตรงนี้คนเข้าใจผิดกันเยอะที่สุดครับ เงินสมทบของนายจ้าง ไม่ได้แยกเป็นอีกก้อน มันรวมอยู่ในบัญชีของคุณเลย ไม่ใช่ว่าฝ่ายลูกจ้างมีกองหนึ่ง ฝ่ายนายจ้างมีอีกกองหนึ่ง

พอคนไปค้นข้อมูล มักเจอเงื่อนไขของก้อนที่ 1 ก่อน แล้วเข้าใจว่าเงิน 0.25% ของตัวเองก็ต้องทำแบบเดียวกัน

💰 คำตอบตรงประเด็น ได้คืนตอนออกจากงาน และได้คืนทั้งก้อน

พนักงานชายคุยกับฝ่ายบุคคลเรื่องเงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างที่จะได้คืนตอนออกจากงาน สีหน้าคลายกังวลลง

ตัวบทที่ตอบคำถามนี้คือ พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 มาตรา 133 ซึ่งกำหนดว่าเมื่อลูกจ้างออกจากงาน ให้จ่าย เงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ให้แก่ลูกจ้าง

แปลเป็นภาษาคนทำงานคือ คุณได้คืนสามส่วนพร้อมกันครับ

ส่วนที่ได้คืนมาจากไหน
เงินสะสมเงินที่หักจากค่าจ้างของคุณเอง
เงินสมทบเงินที่นายจ้างจ่ายสมทบให้ในอัตราเท่ากัน
ดอกผลผลตอบแทนจากการที่กองทุนนำเงินไปลงทุน

จุดที่คนมักไม่รู้คือ เงินสมทบของนายจ้างเป็นของคุณด้วย ครับ ไม่ใช่ได้คืนแค่ส่วนที่ตัวเองถูกหักไป

พูดง่ายๆ คือทุกบาทที่หายจากสลิป มีอีกหนึ่งบาทเข้ามาอยู่ในบัญชีของคุณคู่กันเสมอ

💡 ตรงนี้คือความต่างที่สำคัญที่สุดระหว่างกองทุนนี้กับเงินสมทบประกันสังคม ซึ่งคนมักมองข้าม เงินประกันสังคมที่จ่ายไปเป็นเบี้ยแลกกับความคุ้มครองในแต่ละกรณี ไม่ได้คืนเป็นก้อนตอนออกจากงาน แต่เงินกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นเงินออมที่มีชื่อคุณติดอยู่ตลอดครับ

🚩 ลาออกเองก็ได้คืน ไม่ต้องรอให้ถูกเลิกจ้าง

นี่คือประเด็นที่มีคนถามมากที่สุด และคำตอบอยู่ในถ้อยคำของตัวบทเองครับ

มาตรา 133 ใช้คำว่า ออกจากงาน เฉยๆ ไม่ได้เขียนว่าต้องถูกเลิกจ้าง ไม่ได้เขียนว่าต้องถูกไล่ออก และไม่ได้กำหนดว่าต้องทำงานครบกี่ปี

เมื่อตัวบทไม่ได้จำกัดไว้ การลาออกด้วยความสมัครใจก็คือการออกจากงานเช่นกัน สิทธิในเงินก้อนนี้จึงยังอยู่ครับ

แต่การที่ตัวบทเปิดกว้าง ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีรายละเอียดปลีกย่อยเลยนะครับ เพราะกฎหมายให้อำนาจคณะกรรมการกองทุนออกระเบียบเพิ่มเติมได้ และช่วงแรกของการบังคับใช้จริงมักมีแนวปฏิบัติทยอยออกมา

ก่อนลาออกจริงจึงควรสอบถามฝ่ายบุคคลของบริษัท หรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนเสมอครับ

⚰️ ถ้าเสียชีวิต เงินก้อนนี้ไปถึงใคร

ตัวบทมาตรา 133 เขียนเรื่องนี้ไว้ด้วย และเรียงลำดับไว้ชัดเจนครับ

  • ถ้าลูกจ้างระบุผู้รับไว้แล้ว จ่ายให้ผู้ที่ระบุไว้
  • ถ้าไม่ได้ระบุไว้ ให้แบ่งจ่ายเท่าๆ กันแก่บุตร สามีหรือภรรยา บิดาและมารดา ที่ยังมีชีวิตอยู่
  • ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลย เงินจำนวนนั้นตกเป็นของกองทุน

จุดนี้เองคือเหตุผลที่เราแนะนำให้พนักงานตรวจสอบว่าได้ระบุชื่อคนรับไว้กับฝ่ายบุคคลแล้วหรือยัง

การไม่ระบุไม่ได้ทำให้เงินหายไปไหน แต่ทำให้การแบ่งจ่ายเป็นไปตามลำดับที่กฎหมายวางไว้ ซึ่งอาจไม่ตรงกับความตั้งใจของเจ้าตัวครับ

⚖️ เงินก้อนนี้ถือเป็นมรดกไหม

คำถามนี้สำคัญกว่าที่คิด เพราะคำตอบเปลี่ยนว่าใครมีสิทธิ์และเจ้าหนี้ยึดได้หรือไม่

คำตอบคือ ไม่ใช่มรดก ครับ และตัวบทมาตรา 133 แสดงเจตนานี้ชัดเจน 3 จุด

ทรัพย์มรดกทั่วไปเงินกองทุนนี้
คำที่กฎหมายใช้ทายาทบุคคลผู้จะพึงได้รับเงิน
วิธีระบุคนรับต้องทำพินัยกรรมตามแบบทำเป็นหนังสือตามแบบที่อธิบดีกำหนด
ถ้าไม่มีผู้มีสิทธิเลยตกเป็นของแผ่นดินตกเป็นของกองทุน

จุดที่ชี้ขาดคือแถวสุดท้ายครับ ถ้าเป็นมรดกจริง กฎหมายต้องให้ตกเป็นของแผ่นดินตามหลักทั่วไป แต่กฎหมายฉบับนี้ให้กลับเข้ากองทุนแทน

ผลในทางปฏิบัติที่ต่างกันชัดเจน คือบุตร คู่สมรส บิดา และมารดา แบ่งเท่าๆ กันทุกคน ไม่ได้ลดหลั่นตามลำดับชั้นแบบมรดก และถ้าระบุชื่อคนรับไว้แล้ว คนนั้นได้ไปเลย

⚠️ แต่เรื่องมรดกและสิทธิของทายาทขึ้นกับข้อเท็จจริงรายกรณี ถ้าเจอกรณีที่มีข้อพิพาท ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเป็นรายกรณีเสมอครับ

🔍 ทำไมหลายคนเข้าใจว่าต้องยื่นเรื่องภายใน 1 ปี

ถ้าลองค้นคำว่ากองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเบิกอย่างไรในตอนนี้ จะเจอข้อมูลชุดหนึ่งที่ระบุว่าต้องยื่นคำขอภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง และได้รับเงินตามเพดานที่กำหนด

ข้อมูลชุดนั้นถูกต้องครับ แต่เป็นคนละเรื่องกับเงิน 0.25% ที่ถูกหักจากสลิป

เงินสงเคราะห์
กรณีนายจ้างไม่จ่าย
เงินสะสมของคุณ
(เริ่ม 1 ต.ค. 69)
เงินมาจากไหนเงินกองกลางของกองทุน เช่น ค่าปรับตามกฎหมาย เงินบริจาคหักจากค่าจ้างของคุณ และนายจ้างสมทบเท่ากัน
ได้เมื่อไหร่เมื่อนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชยหรือค่าจ้าง และพนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่งแล้วยังไม่จ่ายเมื่อออกจากงาน หรือเสียชีวิต
ต้องยื่นคำขอไหมต้องยื่น และมีกำหนดภายใน 1 ปีนับแต่วันที่มีคำสั่งเป็นสิทธิที่ผูกกับการออกจากงาน
ได้เท่าไหร่ตามเพดานที่ระเบียบกำหนดตามยอดเงินที่สะสมอยู่จริงในบัญชีของคุณ

เส้นแบ่งที่จำง่ายที่สุดคือ ถามว่าเงินก้อนนั้นมาจากกระเป๋าใคร

ถ้ามาจากค่าจ้างของคุณเอง คือเงินออมที่ได้คืนตอนออกจากงาน แต่ถ้าเป็นเงินที่กองทุนช่วยเหลือเพราะนายจ้างไม่จ่าย คือเงินสงเคราะห์ที่ต้องยื่นเรื่องและมีกำหนดเวลาครับ

⚠️ ห้ามเอาเงื่อนไข 1 ปี มาใช้กับเงินสะสมของตัวเอง เพราะจะทำให้เข้าใจผิดว่าถ้าลาออกแล้วไม่รีบยื่นเรื่องภายในหนึ่งปีจะเสียสิทธิ์ ซึ่งเป็นคนละหลักเกณฑ์กันครับ ถ้าไม่แน่ใจว่ากรณีของตัวเองเข้าข้อไหน ควรถามเจ้าหน้าที่ก่อนเสมอ

💡 อีกด้านของกองทุนที่หลายคนไม่รู้

พอพูดถึงกองทุนนี้ คนมักนึกถึงแค่ “โดนหักเงินเดือน” แต่เงินก้อนที่ 1 ทำหน้าที่อีกอย่างที่มีค่ามาก

ถ้าคุณถูกเลิกจ้าง แล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย กองทุนนี้จ่ายให้ก่อนได้ แล้วรัฐไปไล่เก็บจากนายจ้างเอง

ก่อนอื่นขออธิบายสองคำที่คนมักไม่คุ้นครับ

คำหมายความว่า
ค่าชดเชยเงินที่กฎหมายแรงงานบังคับให้นายจ้างจ่ายเมื่อเลิกจ้าง โดยลูกจ้างไม่ได้ทำผิด · จำนวนขึ้นกับอายุงาน (ทำงานครบ 120 วันเริ่มมีสิทธิ์) · ไม่ใช่เงินเดือนเดือนสุดท้าย
พนักงานตรวจแรงงานเจ้าหน้าที่รัฐที่ลูกจ้างไปร้องเรียนได้เมื่อไม่ได้รับเงินตามกฎหมาย · อยู่ที่สำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานประจำจังหวัด

ลำดับที่ต้องทำ (เดินไปขอเงินจากกองทุนตรงๆ ไม่ได้)

  1. ถูกเลิกจ้าง แล้วนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย
  2. ไปร้องพนักงานตรวจแรงงาน ในพื้นที่
  3. พนักงานตรวจแรงงานออกคำสั่งให้นายจ้างจ่าย ← เริ่มนับ 1 ปี ตรงนี้
  4. นายจ้างยังไม่จ่ายอีก คุณจึงยื่นขอรับเงินจากกองทุนได้

📌 ตรงนี้คนพลาดกันบ่อยที่สุด กำหนด 1 ปีนั้น นับจากวันที่พนักงานตรวจแรงงานมีคำสั่ง ไม่ใช่นับจากวันที่ถูกเลิกจ้างครับ

และสิทธินี้ไม่ได้ผูกกับการเป็นสมาชิกกองทุน เพราะเงินก้อนที่ 1 มาจากค่าปรับและเงินบริจาค ไม่ใช่เงินสะสมของใคร ลูกจ้างที่บริษัทมี PVD และไม่ได้เข้ากองทุนนี้ ก็ยื่นขอได้เช่นกันครับ

📊 ใครโดนหักบ้าง และหักในอัตราเท่าไหร่

ไม่ใช่ลูกจ้างทุกคนที่จะเห็นรายการนี้ในสลิปครับ มาตรา 130 กำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้าง ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ต้องเป็นสมาชิกกองทุน

และมีข้อยกเว้นสำคัญคือ กิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD) หรือจัดให้มีการสงเคราะห์ลูกจ้างอยู่แล้ว ตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด จะได้รับยกเว้น เพราะถือว่ามีหลักประกันอยู่แล้วครับ

ส่วนอัตราที่หัก กฎกระทรวงกำหนดอัตราเงินสะสมและเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง พ.ศ. 2568 แบ่งไว้เป็นสองช่วงครับ

ช่วงเวลาลูกจ้างสะสมนายจ้างสมทบรวมเข้ากองทุน
1 ต.ค. 2569 ถึง 30 ก.ย. 25740.25% ของค่าจ้าง0.25% ของค่าจ้าง0.50%
ตั้งแต่ 1 ต.ค. 2574 เป็นต้นไป0.50% ของค่าจ้าง0.50% ของค่าจ้าง1.00%

วิธีคิดง่ายที่สุดคือ เอาค่าจ้างหารสี่ร้อย จะได้ยอดที่ถูกหักในแต่ละเดือนของช่วงแรกครับ ค่าจ้างหลักหมื่นต้นๆ จึงอยู่ในระดับหลักสิบบาทต่อเดือนเท่านั้น

และเมื่อรวมกับส่วนที่นายจ้างสมทบ เงินที่ไหลเข้าบัญชีของคุณจะเป็นสองเท่าของยอดที่หักไปเสมอ

เรื่องวันเริ่มมีจุดที่ต้องระวังอยู่ครับ เดิมกฎหมายกำหนดให้เริ่มจัดเก็บ 1 ตุลาคม 2568 แต่มีพระราชกฤษฎีกาเลื่อนออกไปเป็น 1 ตุลาคม 2569

ถ้าเจอบทความเก่าที่ระบุว่าเริ่มปี 2568 หรือบอกว่าอัตราจะขึ้นเป็น 0.5% ในปี 2573 นั่นคือข้อมูลก่อนการเลื่อนครับ

สำหรับเจ้าของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป เรื่องนี้กระทบระบบเงินเดือนโดยตรง ทั้งการตั้งรายการหัก การคำนวณเงินสมทบฝั่งนายจ้าง และการนำส่ง ถ้าอยากให้ระบบพร้อมก่อนถึงกำหนด ทีมเราช่วยวางให้ได้ครับ

🤔 มี PVD อยู่แล้ว ยังต้องเข้ากองทุนนี้อีกไหม

หลายคนที่บริษัทมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพอยู่แล้วมักสงสัยว่าจะโดนหักซ้ำสองทางหรือเปล่า

ไม่ต้องเข้าครับ และเป็นการยกเว้นโดยอัตโนมัติ มาตรา 130 วรรคสอง เขียนไว้ว่าความในวรรคหนึ่ง มิให้ใช้บังคับ แก่กิจการที่นายจ้างได้จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพตามกฎหมายว่าด้วยกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

คำว่ามิให้ใช้บังคับ แปลว่า ไม่ต้องยื่นเรื่องขอยกเว้น ไม่ต้องรอใครอนุมัติ พอเข้าเงื่อนไขก็หลุดจากการบังคับไปเลยครับ

เจตนาของกฎหมายคือให้ลูกจ้างมีหลักประกันอย่างน้อยหนึ่งชั้น ไม่ใช่บังคับให้มีสองชั้นซ้อนกัน

แล้วถ้าอยากเข้าทั้งที่ได้รับยกเว้น ทำได้ไหม? ตอบตรงไปตรงมาคือ ตอนนี้ยังทำไม่ได้ ครับ

มาตรา 130 วรรคสี่ เขียนไว้ว่าคณะกรรมการกองทุน อาจออกระเบียบ เพื่อกำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับ สมัครเข้าเป็นสมาชิกได้

สังเกตคำว่า อาจ ครับ กฎหมายให้อำนาจไว้เฉยๆ ไม่ได้บังคับว่าต้องออก ถ้าคณะกรรมการยังไม่ออกระเบียบ ช่องทางนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้นจริง

⚠️ และอย่าเพิ่งสรุปว่าช่องทางนี้มีไว้ให้คนที่มี PVD ตัวบทใช้คำว่า กิจการที่มิได้อยู่ภายใต้บังคับ ซึ่งกว้างกว่านั้นมาก รวมถึงกิจการที่มีลูกจ้างไม่ถึง 10 คนด้วย ส่วนกรณีที่มี PVD อยู่แล้วจะเข้าข่ายหรือไม่ ต้องรอดูขอบเขตในระเบียบฉบับจริงก่อนครับ

แต่ให้ยึดตามที่ฝ่ายบุคคลของบริษัทแจ้งเป็นหลักครับ เพราะการเข้าข้อยกเว้นต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎกระทรวงกำหนด ไม่ใช่แค่มีชื่อกองทุนอยู่เฉยๆ

⏳ ต้องถือครบกี่ปีถึงจะได้คืน และตอนได้คืนเสียภาษีไหม

สองคำถามนี้มาคู่กันเสมอ เพราะคนที่เคยมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพจะคุ้นกับเงื่อนไข อายุ 55 ปี และ เป็นสมาชิกครบ 5 ปี จึงคิดว่ากองทุนนี้ก็น่าจะมีเงื่อนไขคล้ายกัน

📅 เรื่องระยะเวลา ตัวบทไม่ได้กำหนดขั้นต่ำไว้

ผมไล่อ่านหมวด 13 ทั้งหมวดแล้วครับ มาตรา 133 ไม่ได้กำหนดว่าต้องเป็นสมาชิกครบกี่เดือนหรือกี่ปี และไม่ได้ผูกกับอายุของลูกจ้างด้วย

เงื่อนไขที่ทำให้เกิดสิทธิมีแค่สองอย่างคือ ออกจากงาน หรือ เสียชีวิต เท่านั้น

นี่คือความต่างที่สำคัญจาก PVD ครับ กองทุนสำรองเลี้ยงชีพผูกเงื่อนไขกับการเกษียณ เพราะออกแบบมาเป็นเงินออมระยะยาว ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างออกแบบมาเป็นหลักประกันตอนออกจากงาน จึงไม่ต้องรออายุ

💸 เรื่องภาษี ยังไม่มีประกาศยกเว้นออกมา

จุดนี้ต้องพูดกันตรงไปตรงมาครับ เพราะเป็นเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน

ผมเปิดกฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ซึ่งเป็นตัวที่รวมรายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีไว้ทั้งหมด และพบว่ามีการยกเว้นให้กองทุนอื่นไว้ชัดเจน แต่ ยังไม่พบอนุมาตราที่พูดถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยตรง

กองทุนสถานะการยกเว้นภาษี
กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)ยกเว้นชัดเจน มีอนุมาตรารองรับ โดยผูกกับเงื่อนไขอายุและระยะเวลาเป็นสมาชิก
กองทุนการออมแห่งชาติยกเว้นชัดเจน มีอนุมาตรารองรับ
กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างยังไม่พบอนุมาตราที่ระบุถึงโดยตรง

⚠️ แต่อย่าเพิ่งสรุปว่าต้องเสียภาษีแน่นอนครับ เพราะกฎหมายกองทุนนี้เพิ่งเลื่อนมาเริ่มปี 2569 และประกาศด้านภาษีมักออกตามมาทีหลังเสมอ

สิ่งที่พูดได้อย่างมั่นใจตอนนี้มีแค่ ณ วันที่ตรวจสอบ ยังไม่พบประกาศยกเว้นสำหรับกองทุนนี้ ส่วนคำตอบสุดท้ายว่าจะต้องเสียหรือได้รับยกเว้น ต้องรอความชัดเจนจากกรมสรรพากร

เราติดตามประกาศของกรมสรรพากรอยู่แล้วเป็นปกติ และจะอัปเดตบทความนี้ทันทีที่มีความชัดเจน ถ้าอยากให้เราแจ้งเตือนเมื่อมีประกาศออกมา ทัก LINE มาบอกได้เลยครับ

🚨 สรุป 6 ข้อที่ควรจำก่อน 1 ตุลาคม

  1. เงินที่ถูกหัก 0.25% ไม่ได้หายไปไหน เป็นเงินออมที่มีชื่อคุณอยู่ และนายจ้างสมทบให้อีกเท่าตัว
  2. ได้คืนตอนออกจากงาน ทั้งเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ตามมาตรา 133
  3. ลาออกเองก็ได้คืน เพราะตัวบทเขียนว่าออกจากงาน ไม่ได้จำกัดว่าต้องถูกเลิกจ้าง
  4. ไม่มีเงื่อนไขระยะเวลาถือขั้นต่ำ ไม่ต้องรออายุ 55 หรือเป็นสมาชิกครบ 5 ปีแบบ PVD
  5. เรื่องภาษียังไม่ชัดเจน ยังไม่พบประกาศยกเว้นสำหรับกองทุนนี้ ต้องรอความชัดเจนจากกรมสรรพากร
  6. อย่าสับสนกับเงินสงเคราะห์กรณีนายจ้างไม่จ่ายค่าชดเชย ซึ่งเป็นคนละก้อน และมีกำหนดยื่นภายใน 1 ปี

ยังไม่แน่ใจว่ากิจการของคุณเข้าเงื่อนไขต้องนำส่งหรือไม่ หรือมี PVD อยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าเข้าข้อยกเว้นหรือเปล่า?

อย่าปล่อยให้ความไม่ชัดเจนกลายเป็นภาระย้อนหลังที่ต้องตามแก้ทีหลังครับ

ให้ทีมงานนักบัญชีและผู้เชี่ยวชาญจาก ARH Young ช่วยตรวจสอบเงื่อนไขและเตรียมระบบเงินเดือนให้พร้อมก่อนถึงกำหนด เพื่อให้ทั้งคุณและพนักงานสบายใจตั้งแต่วันแรก ทักหาเราตอนนี้เลยครับ!

ปรึกษาเรื่องกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง (ทัก LINE ฟรี!)

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) เกี่ยวกับกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง

Q: ลาออกเองจะได้เงินคืนไหม หรือต้องถูกเลิกจ้างเท่านั้น?

A: ได้คืนครับ มาตรา 133 ใช้คำว่าออกจากงาน ไม่ได้จำกัดว่าต้องถูกเลิกจ้าง การลาออกเองจึงยังคงสิทธิในเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล แต่ขั้นตอนขอรับเงินอาจมีระเบียบของคณะกรรมการกองทุนกำหนดเพิ่ม จึงควรถามฝ่ายบุคคลหรือสำนักงานสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานในพื้นที่ก่อนครับ

Q: ทำไมบางคนโดนหัก บางคนไม่โดนหัก?

A: เพราะเงื่อนไขผูกกับขนาดกิจการและการมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพครับ มาตรา 130 กำหนดให้ลูกจ้างของกิจการที่มีลูกจ้างตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปเป็นสมาชิก และยกเว้นกิจการที่จัดให้มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือการสงเคราะห์ลูกจ้างอยู่แล้วตามหลักเกณฑ์ในกฎกระทรวง บริษัทที่มี PVD จึงมักไม่เห็นรายการหักนี้ในสลิปครับ

Q: เงินก้อนนี้ต่างจากประกันสังคมอย่างไร?

A: ต่างกันทั้งสิ่งที่คุ้มครองและวิธีได้เงินคืนครับ ประกันสังคมคุ้มครองความเสี่ยงในชีวิตและการทำงาน เช่น เจ็บป่วย คลอดบุตร ว่างงาน ชราภาพ ส่วนกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างตามมาตรา 133 จ่ายคืนเมื่อออกจากงานหรือเสียชีวิต เป็นคนละกฎหมายคนละหน่วยงาน การมีอย่างหนึ่งไม่ได้ทดแทนอีกอย่างครับ

Q: ตอนได้เงินคืน ต้องเสียภาษีเหมือนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไหม?

A: ยังไม่มีความชัดเจนครับ และตอนนี้ยังไม่พบประกาศยกเว้น กฎกระทรวง ฉบับที่ 126 ซึ่งเป็นตัวรวมรายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษี มีอนุมาตรารองรับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพและกองทุนการออมแห่งชาติไว้ชัดเจน แต่ยังไม่พบอนุมาตราที่ระบุถึงกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยตรง เนื่องจากกฎหมายกองทุนนี้เพิ่งเริ่มบังคับใช้ ประกาศด้านภาษีอาจออกตามมาภายหลัง จึงควรตรวจสอบกับกรมสรรพากรหรือปรึกษานักบัญชีในช่วงเวลาที่คุณจะรับเงินจริงครับ

Q: ถ้าเปลี่ยนงานบ่อย เงินจะกระจัดกระจายไหม?

A: ตัวบทกำหนดให้จ่ายคืนเมื่อออกจากงานแต่ละครั้งครับ ตามมาตรา 133 การออกจากงานเป็นเหตุให้เกิดสิทธิรับเงินสะสม เงินสมทบ และดอกผล ส่วนขั้นตอนเอกสารและทางเลือกในการรับเงิน คณะกรรมการกองทุนมีอำนาจออกระเบียบกำหนดได้ ช่วงแรกแนวปฏิบัติอาจยังทยอยออกมา ควรตรวจสอบกับหน่วยงานที่รับผิดชอบตอนที่จะลาออกจริงครับ

เขียนโดย

ธนกร วีรภัทร

ทีมเนื้อหา ARH Young · เขียนเรื่องบัญชี ภาษี และการเงินธุรกิจให้เจ้าของกิจการอ่านเข้าใจง่าย

#กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้าง#หักเงินเดือน#กฎหมายแรงงาน#กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ#สิทธิลูกจ้าง#สำนักงานบัญชี ARH Young